บทความ

คำวินิจฉัยที่ 12/2552 : เสรีภาพในการประกอบอาชีพ

29/10/2020
671

Highlight


  • การที่กฎหมายห้ามขายอาหารหรือเครื่องดื่มระหว่าง 01.00 – 05.00 น. เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชนเกินความจำเป็น ไม่อยู่ในขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด และกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งเสรีภาพ อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

          ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2514 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ยึดอำนาจตัวเอง สาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

          คณะรัฐประหารซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะปฏิวัติ” ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น และต่อมา ได้มีการออกประกาศของคณะปฏิวัติมาใช้บังคับกว่า 300 ฉบับ ในจำนวนนั้น มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 45 ข้อ 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 252 ข้อ 1 ระบุว่า “ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ตั้งแต่ เวลา 01.00 นาฬิกา ถึง 05.00 นาฬิกา เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมตำรวจ สำหรับนครหลวงกรุงเทพธนบุรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับจังหวัดอื่น”

          สาเหตุที่มีการออกประกาศฉบับดังกล่าว สืบเนื่องจากคณะปฏิวัติมองว่า ร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่มที่เปิดได้จนดึกดื่น เป็นการบั่นทอนสุขภาพของประชาชนและไม่ประหยัด อีกทั้งยังปรากฏด้วยว่า เหล่ามิจฉาชีพได้ถือโอกาสใช้ร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นแหล่งนัดพบและมั่วสุมชุมนุมกันก่ออาชญากรรม คณะปฏิวัติจึงออกประกาศจำกัดเวลาในการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้เกิดการประหยัด รักษาสุขภาพอนามัยของประชาชน ตลอดจนป้องกันเหตุร้ายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

          แม้คณะปฏิวัติจะสิ้นอำนาจไปหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ก็มิได้มีการยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เจ้าของร้านข้าวต้มรายหนึ่งที่จังหวัดสระบุรีได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในเวลา 01.30 น. โดยตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ทางร้านได้กระทำความผิดฐานขายอาหารและเครื่องดื่มในเวลาห้ามขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

          ต่อมา พนักงานอัยการได้ฟ้องเจ้าของร้านข้าวต้มเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสระบุรี ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา เจ้าของร้านข้าวต้มซึ่งเป็นจำเลยได้ขอให้ศาลจังหวัดสระบุรีส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติที่ห้ามขายอาหารหรือเครื่องดื่มระหว่าง 01.00 – 05.00 น. ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจังหวัดสระบุรีจะใช้ในการตัดสินคดีของเขานั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หรือไม่

          ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณามีอยู่ว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 45 ข้อ 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 252 ข้อ 1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่

          สองมาตราสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาใช้ในการวินิจฉัยกรณีนี้ ได้แก่ มาตรา 29 และมาตรา 43

          มาตรา 29 เป็นบทบัญญัติที่ให้หลักประกันความมั่นคงแก่สิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น โดยจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ไม่ได้

          ส่วนมาตรา 43 เป็นบทบัญญัติที่รับรองเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพโดยเสรีอย่างเป็นธรรม หากรัฐต้องการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในเรื่องนี้ต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น และการจำกัดเสรีภาพต้องกระทำเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันเท่านั้น

          ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายไว้ในคำวินิจฉัยด้วยว่า การพิจารณาถึงกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้นั้น จะต้องพิจารณาถึงสภาพการณ์ของเหตุการณ์บ้านเมือง ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งในขณะที่ตรากฎหมาย รวมถึงในขณะที่กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับด้วย โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ในช่วงเวลาที่มีการยึดอำนาจ คณะปฏิวัติต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงได้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นความจำเป็นในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

          อย่างไรก็ตาม ในยามที่บ้านเมืองปกติสุข ศาลรัฐธรรมนูญมองว่าการใช้ชีวิตของผู้คนย่อมแตกต่างไปจากในช่วงที่มีการยึดอำนาจ ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้า การคมนาคมมีความสะดวกสบาย ประชาชนสามารถเดินทางสัญจรไปที่ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา จนไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้ว่าช่วงเวลาใดเป็นเวลาทำงานและช่วงเวลาใดเป็นเวลาพักผ่อน รัฐบาลจึงไม่อาจควบคุมให้ประชาชนอยู่ในบ้านเฉพาะในเวลากลางคืนได้ เพราะบางคนอาจจำเป็นต้องเดินทางทำธุรกิจหรือติดต่อเพื่อจุดประสงค์อื่น รวมถึงผู้ประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพขายอาหารหรือเครื่องดื่มในช่วงเวลากลางคืนด้วย

          ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า การจำกัดเสรีภาพในการขายอาหารหรือเครื่องดื่มในช่วงเวลา 01.00 – 05.00 น. ของแต่ละวันนั้น เป็นการจำกัดโอกาสในการประกอบอาชีพค้าขายโดยสุจริตของประชาชนจำนวนมากโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังสร้างภาระให้แก่ประชาชนผู้ประกอบอาชีพสุจริตอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นต้องบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็นสนับสนุน ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนปรนให้ขอรับใบอนุญาตได้ แต่ก็ยังคงเป็นการสร้างเงื่อนไขและภาระแก่การใช้เสรีภาพโดยไม่จำเป็นอยู่ดี ทั้งยังเป็นช่องทางให้ประชาชนผู้ประกอบสัมมาชีพตกอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของเจ้าหน้าที่โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เกินความจำเป็น และกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งเสรีภาพ อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

          ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 45 ข้อ 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 252 ข้อ 1 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้
          
          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จึงทำให้กฎหมายที่ไม่สอดรับกับยุคสมัยสิ้นผลใช้บังคับไป และทำให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ให้แก่ประชาชนปรากฏผลเป็นรูปธรรม
 
Back to top